top of page

MAX KLEIN BIBLE MINISTRIES

ข้อคิดสำหรับคริสเตียนใหม่

 

พระเจ้าทรงอดทนต่อเรา เราจึงต้องอดทนกับตัวเราเองเช่นกัน  ครั้งคริสเตียนใหม่บางคนคาดหวังมากไปในตัวเอง (คริสเตียนใหม่ คือ คริสเตียนที่ยังไม่ค่อยรู้จักแผนการของพระเจ้า ถึงแม้บางคนอาจเป็นคริสเตียนมา30 ปีแล้ว แต่ยังไม่ได้พัฒนาเพราะไม่ได้เรียนหลักคำสอนพระคัมภีร์จากศิษยาภิบาลหรือผู้สอนพระคัมภีร์อย่างถูกต้อง) บางครั้งเมื่อผู้เชื่อใหม่เรียนหลักคำสอนใหม่ๆ เขามักคิดว่าเขาสามารถเอาสิ่งนั้นประยุกต์มาใช้ได้อย่างง่ายดายและทันที ถ้าผมแสดงวิธีการเดินให้แก่ทารกอายุ 6 เดือน เด็กคนนั้นสามารถเดินได้ทันทีไหม? คงไม่ได้เพราะเขายังมีอายุน้อย ผู้เชื่อใหม่ก็เช่นกัน

คริสเตียนใหม่ทุกคนต้องต่อสู้กับบาปทางด้านอารมณ์  คุณอาจมีปัญหาในการควบคุมอารมณ์ ความอิจฉา ความกังวล  ความกลัวและอื่นๆ   แล้วคุณจะแก้ปัญหาเช่นนี้อย่างไร? ทุกครั้งที่คุณทำบาป คุณจำเป็นต้องสารภาพบาปต่อพระเจ้าพระบิดา เมื่อได้ทำเช่นนี้แล้วคุณจะได้รับการอภัยบาป และกลับเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระเจ้าอีกครั้งหนึ่ง  หลังจากนั้นคุณควรทบทวนพระสัญญา และข้อพระคัมภีร์อื่นๆซึ่งจะทำให้คุณเข้มเเข็งขึ้น เพื่อคุณจะสามารถรักษาสัมพันธภาพกับพระเจ้าไว้ได้นานกว่าเดิม  ปัญหาอีกประเด็นหนึ่งคือ ความเชื่อของผู้เชื่อใหม่ยังไม่มั่นคง  เขาจึงได้หลุดออกจากสัมพันธภาพกับพระเจ้าง่ายๆ  ซึ่งคงทำให้รู้สึกผิดหวัง  ผู้เชื่อใหม่ต้องฝึกและเรียนรู้ที่จะมีความอดทนกับตัวเองและไม่ยอมแพ้  

พระเจ้าไม่ได้ลงโทษผู้เชื่อใหม่หนักเท่ากับคริสเตียนที่เติบโตแล้ว ทั้งที่ขนาดบาปที่ทำไปนั้นพอๆกัน  คริสเตียนยิ่งโตก็ต้องรับผิดชอบตัวเองมากยิ่งขึ้น  พระเจ้าไม่คาดหวังมากจากผู้เชื่อใหม่  อย่างไรก็ตาม มี 2 อย่างที่พระเจ้าทรงปรารถนาจากผู้เชื่อใหม่  สิ่งแรก คือ  เมื่อคุณทำบาปคุณต้องกล่าว (สารภาพ) ถึงบาปที่กระทำไปต่อพระบิดา  ถึงแม้ว่าจะต้องสารภาพบาปทุกๆนาที    สิ่งที่สอง คือ คุณต้องศึกษาพระคำของพระองค์ทุกวันในขณะที่อยู่ในสัมพันธภาพกับพระเจ้า  ถ้าคุณได้เรียนรู้เกี่ยวกับความจริงของพระองค์ทุกวัน  คุณจะพัฒนาและแข็งแกร่งขึ้น  แต่สิ่งนี้ต้องใช้เวลา  พระเจ้าทรงทราบว่าคริสเตียนใหม่ยังเป็นทารกฝ่ายวิญญาณอยู่  และพระองค์จะประทานเวลาเพื่อการพัฒนา พระเจ้าทรงมีความอดทนต่อคุณ   คุณจึงต้องอดทนกับตัวคุณเองด้วย

ผู้เชื่อใหม่ต้องหาแรงจูงใจที่ถูกต้องอย่างเร็วที่สุด ถ้าคุณเป็นนักศึกษา จงขยันในการศึกษาเพื่อเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า  คุณไม่ต้องคิดว่าครูสอนคิดอย่างไรต่อคุณ  เพราะนั้นไม่สำคัญ  จงตั้งใจศึกษาให้ดีที่สุดเพื่อพอพระทัยพระเจ้า  ถ้าคุณเรียนหนังสือเพื่อพอพระทัยพระเจ้า และได้เกรด ‘C’ นั่นก็ดีแล้ว  ครูสอนและเพื่อนนักเรียนคนอื่นในห้องเรียนอาจดูถูกคุณ  แต่พระเจ้าทรงทราบถึงความตั้งใจของคุณ  ถ้าคุณทำงานในบริษัทจงทำงานอย่างดีที่สุดเท่าที่ทำได้ และเชื่อฟังคำสั่งที่ถูกต้องทุกคำ  ถ้าคุณทำอย่างนี้แล้วพระเจ้าจะทรงพอพระทัยในตัวคุณ  อย่ากังวลใจหากเจ้านายของคุณไม่พอใจ แต่ถ้าพระเจ้าพอพระทัยนั่นก็ดีที่สุด

คุณเคยเห็นทารกทำงานไหม?  ทารกไม่ทำงาน  เขาแค่ดื่มนมและทำผ้าอ้อมเปื้อน ถ้าเป็นอย่างนั้น ทำไมจึงมีคริสเตียนใหม่หลายคนอยากจะรีบรับใช้พระเจ้า?* อาจเป็นเพราะว่ามีศิษยาภิบาลและผู้สอนพระคัมภีร์หลายคนที่ไม่เข้าใจบริบทของคำสั่งที่พระเยซูทรงบัญชาแก่อัครทูต 11 คน  (มัทธิว 28: 19-20)  ขอปรับความเข้าใจคือ พระเยซูไม่ได้ตรัสว่า  “จงออกไปสั่งสอนชนทุกชาติ” และ “สอนเขาให้ถือรักษาสิ่งสารพัดซึ่งเราได้สั่งพวกเจ้าไว้”แก่ผู้เชื่อใหม่  แต่พระองค์ทรงตรัสคำสั่งนี้แก่อัครทูต 11 คน ซึ่งพวกเขาได้ใช้เวลา 3 ปีภายใต้การดูแล และการสั่งสอนของพระคริสต์อย่างเป็นการส่วนตัวและเข้มข้น จนกระทั่งพระคริสต์ทรงเห็นว่าพวกเขาพร้อมที่จะทำพันธกิจดังกล่าว

เนื่องจากผู้เชื่อใหม่ยังไม่รู้จักแผนการของพระเจ้าและมักจะคิดและทำตามอารมณ์  เขาจึงควรดื่มนมต่อไป (เรียนรู้เกี่ยวกับหลักการพื้นฐานของชีวิตคริสเตียน)  แล้วจึงค่อยทานอาหารหนักภายหลัง (หลักคำสอนพระคัมภีร์ที่หนักขึ้น)  คริสเตียนจะต้องเติบโตก่อน ถึงจะมีคุณสมบัติพอที่จะรับใช้พระเจ้าในบางโอกาส (2 ทิโมธี 3:16,17) ผู้เชื่อใหม่มักจะมีความกระตือรือร้นสูงและอยากจะรีบรับใช้พระเจ้า จงอย่ารีบทำ  ผู้เชื่อใหม่ควรเติบโตฝ่ายวิญญาณจากพระคำของพระเจ้าก่อน

คริสเตียนใหม่มักจะคิดที่จะแก้ปัญหาทุกเรื่องด้วยการอธิษฐาน  การอธิษฐานเป็นการสื่อสารระหว่างผู้เชื่อกับพระเจ้า  ดังนั้น  เมื่อผู้เชื่อได้สื่อสารกับพระเจ้าเขาต้องรู้จักพระองค์และพระประสงค์ของพระองค์ก่อน  เมื่อผู้เชื่อรู้จักพระเจ้ามากขึ้น  การอธิษฐานของเขาก็จะมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น  ถ้าผู้เชื่อนั้นไม่รู้จักพระเจ้า  พระคุณของพระองค์  และวิธีการในการดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อ  การอธิษฐานของเขาจะไร้ผล  แต่ถ้าผู้เชื่อนำหลักคำสอนพระคัมภีร์มาประยุกต์ใช้กับการอธิษฐานของเขา  การอธิษฐานนั้นจะมีประสิทธิภาพและความหมาย  ตัวอย่างเช่น  ถ้าคุณรักพระเจ้า  คุณได้อธิษฐานอย่างถูกต้องและอธิษฐานด้วยความเชื่อ  คำอธิษฐานนั้นจะมีฤทธิ์เดช  พระเจ้าก็จะทรงตอบคำอธิษฐานของคุณ  ถ้าคุณอธิษฐานโดยปราศจากความเชื่อ  หรืออธิษฐานด้วยความหวาดกลัว  พระเจ้าไม่ตอบการอธิษฐานของคุณ  คำอธิษฐานที่เกิดผลจะต้องมีแรงจูงใจที่ถูกต้อง  และประกอบด้วยถ้อยคำที่ถูกต้องด้วย

   

การอธิษฐานไม่ได้ถูกตั้งไว้เพื่อเป็นการแก้ปัญหาทุกเรื่อง  การดำเนินชีวิตไปด้วยความเชื่อเป็นวิธีการแก้ปัญหา การให้อภัยผู้อื่นเพราะระลึกถึงพระคุณของพระเจ้าเป็นวิธีแก้ปัญหา การประยุกต์สติปัญญาซึ่งมาจากการศึกษาพระคัมภีร์เป็นการแก้ปัญหา ความรักที่เรามีต่อพระเจ้าเป็นการแก้ปัญหา ฯลฯ แต่การอธิษฐานไม่ได้เป็นการแก้ปัญหาเสมอไป  ยกตัวอย่าง เช่น สมมุติว่าหัวหน้าของคุณไม่ยุติธรรมต่อคุณ  แล้วคุณจะทำอย่างไร?  คุณจะอธิษฐานวิงวอนต่อพระเจ้าทั้งน้ำตาด้วยความรู้สึกเสียใจว่า “โอ พระบิดาเจ้าข้า โปรดช่วยลูกของพระองค์ด้วยเถิด  หัวหน้าของลูกไม่ยุติธรรมเลย!” อย่างนั้นหรือ?    ไม่!  การอธิษฐานอย่างนี้ไม่ถูกต้อง  คุณควรรู้ว่า พระเจ้าทรงยุติธรรมต่อคุณเสมอ  ด้วยเหตุนี้  พระเจ้าก็จะทรงลงโทษหัวหน้าคุณ และจะทรงอวยพรคุณด้วย  “จงละความกระวนกระวายของท่านไว้กับพระองค์ เพราะว่าพระองค์ทรงห่วงใยท่านทั้งหลาย” (1 เปโตร 5:7)  และถ้าคุณอธิษฐานขอบพระคุณพระเจ้าสำหรับความยุติธรรมของพระองค์  การอธิษฐานนั้นจะเป็นที่พอพระทัยพระเจ้า ในกรณีนี้ คุณไม่ได้ใช้การอธิษฐานที่จะแก้ไขปัญหาแต่ใช้การอธิษฐานเป็นการแสดงความเชื่อที่คุณมีต่อพระองค์ เราสามารถแก้ปัญหาได้โดยประยุกต์ความเชื่อต่อปัญหาอย่างถูกวิธี

คริสเตียนใหม่   ซึ่งยังเป็นทารกฝ่ายวิญญาณ  มักจะอธิษฐานก่อนที่เขาได้รู้จักพระคำของพระเจ้า  เป็นสิ่งที่ดีถ้าเขาอธิษฐานขอบคุณพระเจ้า  แต่เขาจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับพระเจ้าและแผนการของพระองค์ก่อนเขาจึงจะสามารถอธิษฐานวิงวอนเผื่อตนเอง  คนอื่น  หรือเหตุการณ์ต่างๆ  อย่างถูกต้อง  เสมือนกับทารกที่แสดงเพียงแค่ความรู้สึกของตนเอง  จนกระทั่งเขาได้เรียนรู้คำศัพท์ซึ่งจะทำให้เขาสามารถคิดได้   คริสเตียนใหม่ก็จะอธิษฐานตามความรู้สึกของเขาจนกระทั่งเขาได้เรียนรู้ที่จะมีความคิดของพระคริสต์  การอธิษฐานคือการสื่อสารกับพระเจ้า ยิ่งรู้จักพระเจ้าและแผนการของพระองค์มากเท่าใด ก็จะยิ่งอธิษฐานทูลขอต่อพระองค์ได้ดียิ่งขึ้น

คริสเตียนใหม่มักจะอธิษฐานเมื่อเขาอยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้า  ถ้าคริสเตียนมีความกลัว  ความกังวล  ความโกรธ  หรือบาปอื่นในจิตใจซึ่งเขายังไม่ได้สารภาพ  พระเจ้าจะไม่ตอบสนองต่อการอธิษฐานของเขา  “ถ้าข้าพเจ้าได้บ่มความชั่วไว้ในใจของข้าพเจ้า  องค์พระผู้เป็นเจ้าทรงไม่สดับฟัง” (สดุดี 66:18) ทุกครั้งก่อนที่คริสเตียนจะอธิษฐานเขาจำเป็นต้องมั่นใจว่าเขามีสัมพันธภาพกับพระเจ้าโดยเขากล่าวถึงบาปของเขาต่อพระบิดา

คริสเตียนใหม่บางคนอาจคิดว่าซาตานกำลังโจมตีเขาอยู่  โดยส่วนใหญ่ซาตานไม่ต้องโจมตีผู้เชื่อใหม่  เพราะผู้เชื่อใหม่มักจะโจมตีตัวเองโดยธรรมชาติบาปของตนและโดยความเขลาต่อแผนการของพระเจ้า จงจำไว้ว่า  ซาตานเป็นบุคคล  มันสามารถอยู่ในที่ที่เดียวเท่านั้น  ซาตานมีงานมากและใช้เวลาโดยอยู่บนสวรรค์บ้าง  อยู่ในโลกบ้าง  ซาตานก็เป็นทูตสวรรค์ร้ายตัวฉกาจที่สุด  มันปราดเปรื่องและมีกองทัพใหญ่  เพราะฉะนั้นมันจะไม่ค่อยจัดการกับผู้เชื่อเป็นการส่วนตัว  นอกจากผู้เชื่อที่ยิ่งใหญ่ระดับโมเสส  หรือ  ดาวิด  ฯลฯ  ถ้าคุณเป็นผู้เชื่อที่ยิ่งใหญ่เช่นโมเสสหรือดาวิด  ซาตานคงใช้เวลาในการโจมตีคุณอย่างเป็นการส่วนตัว  แต่ถ้าคุณเป็นผู้เชื่อใหม่  คงเป็นไปได้ที่ซาตานไม่รู้จักแม้แต่ชื่อของคุณ

ซาตานโจมตีคริสเตียนทุกคนผ่านระบบโลกของมันซึ่งทำให้มนุษย์ตาบอดต่อความจริง วิธีการป้องกันความคิดของเราจากการหลอกลวงของมันคือ การใช้ความคิดของพระเจ้า  เพราะฉะนั้น  ถ้าเราจะปกป้องความคิดของเราจากซาตาน เราจำเป็นต้องสะสมหลักคำสอนพระคัมภีร์ไว้ในจิตใจให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ (สดุดี 119:11)  

bottom of page