top of page

MAX KLEIN BIBLE MINISTRIES

1 ยอห์น 1: 9

การกลับเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระเจ้า (ตั้งต้นใหม่) ผ่านการสารภาพบาป

 

การที่จะรักษาสัมพันธภาพกับพระเจ้าไว้เป็นสิ่งที่สำคัญมากในชีวิตคริสเตียน  เพราะฉะนั้น  เราจะต้องเรียนรู้วิธีที่จะกลับเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระเจ้าอีกครั้งหลังจากได้ทำบาป เพื่อที่เราจะมีสัมพันธภาพกับพระองค์อย่างสม่ำเสมอ พระองค์ได้ทรงจัดเตรียมระเบียบการที่ง่ายๆให้เรา  ถึงแม้เป็นสิ่งที่ง่าย  แต่เราจำเป็นต้องทำตามระเบียบนั้นอย่างถูกต้อง  มิฉะนั้นจะไม่ได้ผล

 

การกล่าวถึงความบาปของเราต่อพระเจ้าพระบิดา (การสารภาพบาป)  เป็นระเบียบการซึ่งเราต้องทำตามเงื่อนไข  ไม่ใช่พระสัญญาของพระเจ้าซึ่งต้องอาศัยความเชื่อ  พระสัญญาคือการประกาศหรือการรับรองจากพระเจ้าว่าจะมีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น  หรือ จะไม่มีสิ่งหนึ่งเกิดขึ้น  แต่ระเบียบการต้องมีการปฏิบัติ (การกล่าวถึงความบาป) ซึ่งจะเกิดผลภายหลัง (การยกความผิดบาป และการเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระเจ้าอีกครั้ง) ข้อนี้ไม่ได้บอกเราว่า “ถ้าเรา เชื่อ และกล่าวถึงบาปของเรา” ผู้เชื่อไม่สามารถดำเนินชีวิตไปด้วยความเชื่อได้ถ้าอยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้า   เพราะเหตุนี้พระเจ้าทรงจัดเตรียมระเบียบการเพื่อเราสามารถกลับคืนมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าอีกครั้ง  แค่เรายอมรับในความบาปของเราและกล่าวถึงความบาปนั้นต่อพระบิดาแล้วพระองค์จะนำเราเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระองค์อีกครั้ง

 

คริสเตียนไม่สามารถดำเนินชีวิตไปด้วยความเชื่อได้ถ้าไม่ได้รับการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์* การดำเนินชีวิตไปด้วยความเชื่อคือการประยุกต์พระสัญญา  หลักการ  และหลักคำสอนพระคัมภีร์* ต่อประสบการณ์ของเรา  ซึ่งการประยุกต์พระคำของพระเจ้านั้นจำเป็นต้องอาศัยฤทธิ์เดชของพระเจ้าในการปฏิบัติ  ฤทธิ์เดชนั้นจะมาผ่านการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เมื่อเรามีสัมพันธภาพกับพระเจ้า  การดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตฝ่ายวิญญาณ  เมื่อผู้เชื่อขาดสัมพันธภาพกับพระเจ้า ชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขาถูกระงับไว้จนกว่าเขาจะกลับมามีสัมพันธภาพกับพระเจ้าอีกครั้ง

เราสามารถดำเนินชีวิตไปด้วยความเชื่อเมื่อจิตใจของเรารับการควบคุมโดยพระวิญญาณบริสุทธิ์  แต่ถ้าเราอยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้า  จิตใจถูกควบคุมโดยธรรมชาติบาป* เมื่อผู้เชื่อถูกควบคุมด้วยธรรมชาติบาป  เขาตกอยู่ในสถานการณ์ที่สิ้นหวัง  เพราะฉะนั้น  พระเจ้าจำเป็นต้องจัดเตรียมการแก้ไขซึ่งไม่ต้องอาศัยความเชื่อของผู้เชื่อ  การแก้ไขนี้เป็นระเบียบการเชิงปฏิบัติซึ่งพระองค์ทรงประทานให้ด้วยพระคุณ  ไม่ใช่พระสัญญาซึ่งต้องประยุกต์มาใช้ด้วยความเชื่อ

ผู้เชื่อจะต้องเข้าใจว่ามีสถานภาพฝ่ายวิญญาณ 2 อย่างที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้  ได้แก่ การมีสัมพันธภาพกับพระเจ้า และ การที่ไม่มีสัมพันธภาพกับพระเจ้า จะไม่มีสถานภาพที่ผู้เชื่อจะมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าอยู่บ้างหรือไม่อยู่บ้าง เมื่อผู้เชื่อได้เชื่อฟังต่อหลักคำสอนพระคัมภีร์ในจิตใจของเขาโดยอยู่ภายใต้การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์  เขาจึงมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าและได้อยู่ในแสงสว่างของพระองค์  ดังนั้น  การมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าเกี่ยวข้องกับจิตใจ  ไม่ใช่ร่างกายหรืออารมณ์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของร่างกาย เพราะฉะนั้น  สัมพันธภาพกับพระเจ้าไม่เกี่ยวกับความรู้สึก  ผู้เชื่อไม่ควรจะบอกว่า “ฉันรู้สึกว่าฉันอยู่ใกล้ชิดพระเจ้า”  หรือ “วันนี้ฉันรู้สึกว่าฉันกำลังอยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้า”   ผู้เชื่อต้องเข้าใจว่า  เขาได้ขาดสัมพันธภาพกับพระวิญญาณบริสุทธิ์เมื่อกระทำบาป  และอยู่ในความมืด  เมื่อตกอยู่ในความมืดแล้ว  ทางเดียวที่จะกลับสู่ความสว่างได้ คือ ผ่านระเบียบการกล่าวถึงความบาปต่อพระบิดา

เมื่อมีคนเชื่อในพระเยซูคริสต์เป็นพระผู้ช่วยให้รอด ความบาปที่เขาได้ทำก่อนได้รับความรอดนั้นพระเจ้าทรงยกไปหมดแล้ว และเขาได้เข้าสู่สัมพันธภาพกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ในทันทีและเป็นครั้งแรก   หลังจากเวลานั้น  เมื่อเขาได้กระทำบาป  สัมพันธภาพกับพระวิญญาณบริสุทธิ์ได้ขาดสะบั้นลงซึ่งทำให้เขาตกอยู่ในความมืด (1 ยอห์น 1:5-7) ดังนั้น ผู้เชื่อต้องมีการแก้ไขเพื่อที่จะกลับมายังแสงสว่างของพระเจ้าอีกครั้ง

การที่ผู้เชื่ออยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้าและเดินอยู่ในความมืด ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่สิ้นหวังเพราะเขาจะถูกควบคุมโดยธรรมชาติบาป  และไม่สามารถทำอะไรเพื่อเป็นที่พอพระทัยพระเจ้าได้  เพราะฉะนั้น  การแก้ไขปัญหาต้องมาโดยพระคุณของพระเจ้าเท่านั้น เราได้พบการแก้ไขในพระธรรม 1 ยอห์น 1:9 ซึ่งได้เริ่มต้นกับคำว่า  “ถ้าเรากล่าวถึงความบาป [ บาปที่เราได้สำนึก ]...”  คำว่า “ถ้า”  เป็นคำสันธาน แปลมาจากคำว่า ean (เอ-อัน) ในภาษากรีก  คำว่า “กล่าวถึง” (ซึ่งมักจะถูกแปลว่า “สารภาพ”) แปลมาจากคำว่า ὁμολογεω (โฮโมโล-เกโอ)  ซึ่งในสมัยพระคัมภีร์ใหม่มีความหมายว่า “ยอมรับ  กล่าวถึง หรือ ท่อง”   ถ้าอ่านรวมกันแล้ว  ทั้ง 2 คำนี้เป็นอนุประโยคซึ่งเขียนโดยมาลาแสดงเงื่อนไขสมมุติในรูปแบบที่ 3 (3rd class conditional sentence in the subjunctive mood) ซึ่งจะเน้นการใช้เสรีภาพในการตัดสินใจ* ของบุคคล  และแสดงความหมายว่า “อาจจะ”    ในประเด็นนี้  ผู้เชื่ออาจจะกล่าวถึงบาปของเขาอย่างถูกต้องต่อพระบิดา  หรือ  เขาอาจจะไม่ทำ เมื่อยอห์นได้เขียนข้อความนี้ภายใต้การทรงนำจากพระวิญญาณบริสุทธิ์  เขาได้รับรองว่าจะมีคริสเตียนหลายคนที่สารภาพบาปผิดวิธี 

ทั้งมาลาแสดงเงื่อนไขสมมุติ  และคำบัญชา  ได้บ่งบอกถึงเสรีภาพในการตัดสินใจ  บิดาอาจบอกกับลูกสาวของตนว่า “ถ้าลูกแต่งงาน  พ่อจะให้รถลูก” (เป็นมาลาเงื่อนไขสมมุติ ซึ่งแสดงถึงสิ่งที่อาจจะเกิดขึ้น) เนื่องจากลูกสาวมีเสรีภาพในการตัดสินใจ  เธออาจไม่ได้รับรถนั้นก็ได้  รัฐบาลอาจออกกฎหมายว่า  ทุกคนที่ขับขี่รถจักรยานยนต์จะต้องสวมหมวกนิรภัยเสมอ อย่างไรก็ตาม  คำสั่งนี้ไม่ได้หมายความว่าทุกคนจะทำตาม  เราสามารถรู้ได้ว่าพระคัมภีร์รับรองถึงเสรีภาพในการตัดสินใจของมนุษย์เพราะการใช้มาลาเงื่อนไขสมมุติและคำบัญชา

พระเจ้าทรงประทาน 1 ยอห์น 1:9 ให้แก่เราเป็นวิธีเดียวเท่านั้นที่จะทำให้เรากลับมามีสัมพันธภาพกับพระองค์  เนื่องจากพระเจ้าทรงจัดเตรียมสิ่งนี้ให้เรา  เราต้องรับผิดชอบที่จะเอามาใช้ในชีวิต ดังนั้น  ทุกครั้งที่ผู้เชื่อได้กระทำผิดบาป  เขาควรรีบกล่าวถึงบาปของเขาต่อพระบิดา  นี่คือสิ่งที่เขาต้องรับผิดชอบเอง

ผู้เชื่อไม่ใช่เพียงแต่ต้องรับผิดชอบในการกล่าวถึงบาปของเขาต่อพระบิดาเท่านั้น  แต่เขายังต้องรับผิดชอบต่อผลของการกระทำบาปนั้นด้วย เหตุฉะนั้น  เมื่อคุณทำบาป  อย่าโยนความผิดให้ผู้อื่น (หรือพระเจ้า)  อย่าทูลพระเจ้าว่า  “เขาทำให้ข้าพระองค์โกรธ” นั่นแสดงว่าคุณไม่ยอมรับผิดชอบในบาปที่คุณได้กระทำไป  ไม่มีใครสามารถทำให้คุณโกรธได้ แต่เป็นเพราะการตัดสินใจของคุณเองที่คุณโกรธ หรือ กังวล อิจฉา นินทา เมาเหล้า หรือ ล่วงประเวณี  ฯลฯ การที่จะคิดหรือกระทำสิ่งนั้น เป็นการตัดสินใจของคุณ  ไม่ใช่การตัดสินใจของผู้อื่น

คำว่า โฮโมโล-เกโอ เป็นคำกรีกโบราณซึ่งแต่เดิมใช้ในศาลที่เมืองเอเธนส์เป็นเวลา 5 ศตวรรษ ก่อนคริสตกาลจนถึงสมัยพระคัมภีร์ใหม่   เมื่อนักโทษได้ยอมรับความผิดต่อผู้พิพากษาแล้ว  ผู้พิพากษาจะสั่งให้เขากล่าวถึงความผิดที่เขาได้กระทำ   ในการกล่าวถึงความผิดนั้น นักโทษไม่ได้รับอนุญาตที่จะพูดถึงความเสียใจของตน  หรือขอโทษ  หรือแสดงอารมณ์ด้วยการร้องไห้ ผู้พิพากษาจะบอกให้นักโทษพูดถึงข้อเท็จจริงที่เกี่ยวกับการกระทำของเขา หลังจากนั้นผู้พิพากษาจะแถลงคำตัดสินตามที่กฎหมายได้ระบุไว้แล้ว กฎหมายไม่ใช่อารมณ์  แต่เป็นบรรทัดฐานในศาลแห่งเมืองเอเธนส์

ที่ไม้กางเขนถือเป็นคดี  พระเจ้าพระบิดาทรงเป็นผู้พิพากษา  พระเยซูคริสต์ทรงเป็นตัวแทนของมนุษยชาติซึ่งล้วนกระทำผิดบาปทุกคน  ด้วยเหตุนี้  พระเยซูคริสต์ทรงถูกพิพากษาลงโทษจากพระบิดาสำหรับบาปทุกประการของมนุษยชาติ  ในระหว่างคดีนั้น  มีแต่การพิพากษาลงโทษเท่านั้น  ไม่ใช่การทรงยกความผิดบาป  เนื่องจากบาปทุกประการได้รับการลงโทษที่ไม้กางเขน  พระบิดาจึงสามารถยกความผิดบาปของทุกคนที่เชื่อในพระคริสต์  โคโลสีบทที่ 1:14 เขียนไว้ว่า “ใน [พระบุตรนั้น] เรามีการไถ่ถอน  [เขียนโดยกรรมการกขั้นประถมของกรรม (primary accusative of object)]  ซึ่งทำให้เราได้รับการทรงยกผิดบาป [กรรมการกขั้นสองของผลลัพธ์ (secondary accusative of result)]”  การทรงยกผิดบาปเป็นผลลัพธ์จากไม้กางเขน  ความยุติธรรมของพระเจ้าทรงลงโทษแก่ความเป็นมนุษย์ของพระคริสต์  ความชอบธรรมของพระองค์จึงได้รับการพอพระทัย  พระคุณของพระองค์ยังได้ทรงประทาน 1 ยอห์น 1:9 ให้แก่เราเป็นการแก้ไขเพื่อเราจะกลับมามีสัมพันธภาพของพระองค์หลังจากกระทำผิดบาป   กุญแจสำคัญขึ้นอยู่กับคำว่า  โฮโมโล-เกโอ

คำว่า  โฮโมโล-เกโอ ไม่ได้เกี่ยวกับอารมณ์แม้แต่น้อย น้ำตาไหล ความรู้สึกเสียดาย การอ้อนวอน การสัญญาที่จะกลับใจ หรือ พิธีกรรมใดๆ ไม่มีส่วนในการสารภาพบาป  เราแค่ต้องยอมรับในบาปที่ได้ทำและกล่าวถึงบาปนั้นต่อพระบิดา  ความรู้สึกที่คุณมีต่อบาปของคุณไม่เกี่ยวกับการทรงยกบาปของพระองค์  เพียงคุณทำตามระเบียบการของ 1 ยอห์น 1:9 โดยกล่าวถึงความบาป  คุณไม่ต้องพยายามทำให้พระเจ้าประทับใจกับอารมณ์ของคุณ  ทว่าอาจมีบางครั้งที่คุณรู้สึกเสียใจเพราะบาปที่ได้ทำ ซึ่งจะผลักดันให้คุณสารภาพบาปของคุณต่อพระบิดา    ความรู้สึกเช่นนี้ไม่ผิดแต่ก็ไม่จำเป็น  คริสเตียนที่ซื่อสัตย์กับตนเองจะยอมรับกับตนเองว่าเขาได้ตั้งใจกระทำบาปนั้น  และเขาจะกล่าวถึงบาปของเขาโดยปราศจากความรู้สึกเสียใจ  แรงจูงใจที่จะสารภาพบาปควรมาจากความปรารถนาที่จะเข้าสู่สัมพันธภาพกับพระเจ้าอีกครั้ง  ไม่ใช่เพราะอยากที่จะรู้สึกดีขึ้นหลังจากที่ได้ทำบาป

 

อนุประโยค  “ถ้าเรากล่าวถึงบาป” หมายถึง บาปที่เราได้สำนึก ขอสังเกตว่ามีบาปหลายอย่างที่ลึกลับและยากที่สังเกต มีหลายครั้งที่คุณทำบาปโดยคุณไม่ได้สำนึกในบาปนั้น  ในเวลาคุณอธิษฐานสารภาพบาปต่อพระบิดาคุณก็จะไม่กล่าวถึงมัน ยกตัวอย่าง  เช่น  ถ้าคุณไม่รู้ว่าความกังวลใจเป็นความบาป  คุณก็จะไม่คิดที่จะรับผิดชอบต่อบาปนั้น  เหตุฉะนั้น ในอนุประโยคนี้ “บาป” หมายถึงบาปที่เราได้สำนึก  ไม่ใช่บาปที่เราไม่สำนึกว่าเป็นบาป 

 

เราจะต้องกล่าวถึงบาปที่เราได้สำนึกต่อพระบิดาเท่านั้น  ในยุคคริสตจักรเราต้องกล่าวคำอธิษฐานและสารภาพบาปทั้งสิ้นต่อพระเจ้าพระบิดา (มาระโก 11:25,26;  ลูกา 11:2) เพราะฉะนั้น  สรรพนาม “พระองค์” ในข้อนี้หมายถึง พระเจ้าพระบิดา ไม่ใช่พระบุตรหรือพระวิญญาณบริสุทธิ์ “พระองค์ทรงสัตย์ซื่อ” หมายถึง  พระองค์ทรงมั่นคง พระองค์ไม่มีวันเปลี่ยนแปลง (มาลาคี 3:6) ดังนั้น  ทุกครั้งที่เรากล่าวถึงบาปของเรา  พระองค์ทรงโปรดยกบาป และนำเรากลับสู่สัมพันธภาพกับพระองค์  พระองค์ไม่เบื่อหน่ายหรือรำคาญในการสารภาพซ้ำๆของคุณ   พระองค์จะทรงโปรดยกบาปของคุณทุกครั้งโดยไม่มีข้อยกเว้น

 

อีกพระลักษณะหนึ่งของพระองค์คือ ความชอบธรรม  พระเจ้าทรงชอบธรรมอย่างสมบูรณ์แบบ   พระองค์ไม่สามารถยกความบาปของเราได้จนกว่าความชอบธรรมของพระองค์จะพอพระทัย  ความชอบธรรมต้องลงโทษความบาป  เราจะเข้าใจในประเด็นนี้มากขึ้นเมื่อเราย้อนกลับมาดูที่ไม้กางเขนซึ่งเป็นคดีหลวงของประวัติศาสตร์  พระเจ้าทรงเป็นผู้พิพากษา  ความชอบธรรมของพระองค์ทรงเรียกร้องเครื่องบูชาที่บริสุทธิ์และสมบูรณ์แบบ  ซึ่งจะต้องพิพากษาลงโทษบาปของโลก  มีแต่พระเยซูคริสต์เท่านั้นที่บริสุทธิ์และสมบูรณ์แบบถึงมาตรฐานของพระเจ้า  พระบิดาจึงลงโทษพระเยซูคริสต์โดยพระองค์ได้ทรงรับแบกบาปทุกประการของมนุษยชาติไว้ที่พระกายของพระองค์ จากการนี้ความชอบธรรมของพระเจ้าได้รับการพอพระทัยและสามารถยกโทษบาปของเราด้วยพระคุณ

 

อีกประเด็นที่สำคัญคือ  การถวายเครื่องบูชาเป็นหน้าที่ของปุโรหิต  พระเยซูคริสต์ทรงเป็นปุโรหิต  พระองค์จึงสามารถถวายพระองค์เองเป็นเครื่องบูชา  เนื่องจากพระเยซูทรงเป็นเครื่องบูชาที่พอพระทัยพระบิดา  คุณอย่าคิดทำอะไรเพิ่มเติมเพื่อที่จะได้รับการยกโทษความผิดบาปจากพระเจ้าพระบิดา  แค่กล่าวถึงบาปของคุณ  อย่าเล็งถึงตัวเองในการสารภาพบาปแต่จงเล็งถึงไม้กางเขน  ถ้าเราสารภาพบาปของเราพร้อมกับการร้องไห้ คำสัญญา ความเสียดาย  การอ้อนวอน  หรือการสวดมนต์  ฯลฯ  การสารภาพนั้นไม่สามารถได้รับการยอมรับจากพระเจ้า  พระองค์ไม่สามารถยอมรับการกระทำของมนุษย์ที่แข่งกับพระราชกิจที่สมบูรณ์แบบของพระเยซูคริสต์

 

1 ยอห์น 1:9  “ถ้าเราสารภาพบาปของเรา [ที่เราได้สำนึก]  พระองค์ทรงสัตย์ซื่อและเที่ยงธรรม  [ซึ่งอำนวยผลลัพธ์ว่า]  จะทรงโปรดยกบาปของเรา [บาปที่เราได้สำนึก]   และจะทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น [คือบาปที่เราไม่ได้สำนึก  การที่ทำพระวิญญาณบริสุทธิ์เสียพระทัย  การดับพระวิญญาณบริสุทธิ์  การรับใช้พระเจ้าด้วยแรงจูงใจที่ไม่ถูกต้อง ฯลฯ]”

 

เมื่อคำว่า hina (ฮีนา) เขียนพร้อมกับมาลาแสดงเงื่อนไขสมมุติ  เราควรแปลอนุประโยคเป็น   ‘ซึ่งอำนวยผลลัพธ์ว่า’  เนื่องจากความชอบธรรมของพระบิดาได้รับการพอพระทัยที่ไม้กางเขน  พระองค์จึงสามารถยกความผิดบาปของเราและทรงชำระเราให้พ้นจากการอธรรมทั้งสิ้น

คำว่า  aphiemi (อะ-ฟี-เอ-มี)  หมายความว่า  “ให้อภัย”  พระบิดาทรงยกบาปของเราเมื่อเราได้กล่าวถึงบาปนั้น  แล้วพระองค์ทรงจัดการต่อบาปที่เราไม่ได้สำนึกและความผิดพลาดต่อน้ำพระทัยพระเจ้าอย่างไร?  คำว่า  katharizo  (คาธารีโซ)  มีความหมายว่า  “ชำระ”  หรือ  “ทำให้บริสุทธิ์”  ด้วยเหตุว่าเรากำลังพูดถึงเรื่องของจิตใจ   คาธารีโซ  น่าจะแปลเป็น  “ทำให้บริสุทธิ์”   พระเจ้าไม่ได้ทรงยกบาปที่เราได้สำนึกเท่านั้น  แต่พระองค์ทรงทำให้จิตใจของเราบริสุทธิ์โดยการลบล้างการอธรรมและการกระทำผิดต่อน้ำพระทัยของพระองค์  จากนั้น พระองค์จะนำเรากลับคืนมีสัมพันธภาพกับพระองค์อีกครั้ง 

หลายครั้งเมื่อเราได้กระทำบาปและอยู่นอกสัมพันธภาพกับพระเจ้า  พระองค์จะทรงตีสอนเรา แต่เราไม่ต้องรับการลงโทษเพราะบาปที่เราได้ทำ  เพราะพระเยซูคริสต์ทรงรับการพิพากษาลงโทษสำหรับบาปทุกประการของมนุษยชาติแล้ว  แต่เราได้รับการตีสอนจากของพระองค์ด้วยความรักเพื่อเราจะได้เรียนรู้ที่จะยำเกรงพระองค์ และจะได้ทำตามพระประสงค์ของพระองค์ (ฮีบรู 12:6) การยกความผิดบาปและการที่พระองค์ทรงชำระเราให้บริสุทธิ์แล้ว ไม่ได้หมายความว่าเราจะไม่ต้องทนทุกข์กับการตีสอน  อย่างไรก็ตาม การตีสอนที่เกี่ยวกับการกระทำบาป หรือการที่อยู่นอก สัมพันธภาพกับพระเจ้าจะกลายเป็นพระพรและการเติบโตฝ่ายวิญญาณ เมื่อเราได้กลับสู่สัมพันธภาพกับพระเจ้าอีกครั้ง

สรุป คือ  โอกาสที่พระเจ้าทรงประทานให้แก่เราเพื่อเราจะสารภาพบาป  และกลับมามีสัมพันธภาพกับพระองค์  เป็นของประทานที่พระองค์ทรงมอบแก่เราโดยพระคุณ  การสารภาพบาปไม่ใช่วิถีทางที่อนุญาตหรือสนับสนุนให้เราทำบาปเรื่อยไป  แต่เป็นโอกาสที่เราจะสามารถก้าวต่อไปในชีวิตฝ่ายวิญญาณโดยรับการเติบโตในพระคุณและสติปัญญา โดยมีจุดประสงค์ว่า  จะมีสักวันหนึ่งที่ผู้เชื่อจะรักพระเจ้าพระบิดา  พระบุตร  และพระวิญญาณบริสุทธิ์

bottom of page