top of page

MAX KLEIN BIBLE MINISTRIES

หลักคำสอนพระคัมภีร์และความรักต่อพระเจ้า:

การก้าวหน้า 2 แนวทางสู่การเป็นผู้เชื่อที่โตฝ่ายวิญญาณ

 

โรม 5:5 “แล้วความมั่นใจจะไม่ทำให้ผิดหวัง เพราะความรักของพระเจ้าได้หลั่งไหลมา ถึงจิตใจของเราทางพระวิญญาณบริสุทธิ์  [เพื่อเป็นประโยชน์ต่อเรา]”

 

ความมั่นใจย่อมเกิดจากความรู้เสมอ ไม่ว่าเรื่องใดก็ตามถ้าขาดความรู้ก็จะไม่มีความมั่นใจ  ในทำนองเดียว เราไม่สามารถมั่นใจในคนคนหนึ่งได้ถ้าเราไม่รู้จักเขาดีพอ  ความรู้ต้องมาก่อนความมั่นใจ ในข้อนี้  ความมั่นใจนั้นเกิดจากความเข้าใจในความรักที่พระเจ้ามีต่อเรา ในขณะที่ผู้เชื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับความรักของพระองค์  และได้ตอบสนองต่อความรักนั้น  เขาก็ได้พัฒนาความรักที่เขามีต่อพระองค์ ด้วยวิธีนี้  เขาสามารถมั่นใจในพระเจ้าและแผนการของพระองค์มากยิ่งขึ้น

หากผู้เชื่อจะเติบโตในชีวิตฝ่ายวิญญาณเขาจำเป็นต้องก้าวหน้าใน 2 แนวทาง แนวทางแรกจะเกิดจากความเข้าใจในหลักการและหลักคำสอนประเภทต่างๆของพระคัมภีร์   เช่น หลักการที่ว่า พระเจ้าทรงรักเขาอย่างเป็นการส่วนตัวตั้งแต่อดีตกาล  และแนวทางที่สองจะเกิดจากความรัก (ความซาบซึ้งในพระคุณ ความเคารพยำเกรง การเชื่อฟัง และความจงรักภักดี)  ที่เขามีต่อพระเจ้า  ทั้งสองแนวทางนี้  (หลักคำสอนพระคัมภีร์กับความรัก) จะต้องอยู่คู่กันเสมอ

คริสเตียนบางคนได้เรียนรู้หลักคำสอนพระคัมภีร์หลายๆประการ แต่เขาไม่ได้พัฒนาความรักที่มีต่อพระเจ้า คือ เขาแทบจะไม่เคยดำเนินชีวิตด้วยความเชื่อหรือเห็นคุณค่าของพระคุณของพระเจ้า และไม่มีแรงจูงใจ ความคิด การตัดสินใจ หรือการกระทำที่พอพระทัยพระองค์  คริสเตียนจำพวกนี้จะต้องแพ้ต่อความกดดันที่เกิดจากการตีสอนจากพระเจ้า หรือจากการทดสอบต่างๆในชีวิต  ผู้เชื่อที่ไม่มีความรักต่อพระเจ้าจะขาดแรงจูงใจในการที่จะเรียนรู้และดำเนินชีวิตตามพระบัญชาของพระเจ้า ส่วนคริสเตียนอีกจำพวกหนึ่งอาจสำนึกในคุณค่าของความรอดและชีวิตนิรันดร์ที่พระเจ้าประทานให้ตั้งแต่เชื่อในพระเยซู คริสต์ แต่เขาไม่ได้รับการสอนจากศิษยาภิบาลที่เตรียมพร้อม   เพราะฉะนั้น  ความรักที่เขามีต่อพระเจ้าจะเป็นเพียงแค่อารมณ์เท่านั้น เมื่อมาถึงการทดสอบเขาก็จะแพ้เพราะไม่มีหลักคำสอนที่จะช่วยเขาในการแก้ปัญหา เราจึงจำเป็นต้องพัฒนาทั้งสองแนวทางนี้เพื่อที่จะเติบโตฝ่ายวิญญาณ  ถ้าคริสเตียนพยายามที่จะก้าวไปโดยอาศัยแนวทางเดียวเขาจะต้องล้มเหลว

เมื่อคริสเตียนได้ศึกษากับศิษยาภิบาล-ผู้สอนซึ่งมีคุณสมบัติในการสอนหลักคำสอนพระคัมภีร์เกี่ยวกับความรักของพระเจ้า  เขาจึงมีโอกาสที่จะพัฒนาความรักที่มีต่อพระเจ้าได้  พระเจ้าทรงรักเราตั้งแต่อดีตกาล  และตอนนี้เราจะต้องตอบสนองต่อความรักของพระองค์  คือ เราต้องเรียนรู้ที่จะรักพระองค์  “เรารักเพราะว่าพระองค์ทรงรักเราก่อน” (1 ยอห์น 4:19)   

ก่อนที่คริสเตียนจะสามารถพัฒนาความรักที่เขาจะมีต่อพระเจ้า เขาจำเป็นต้องเข้าใจในความรักของพระองค์ก่อน วลีในภาษากรีก η αγαπη του θεου (เฮ อากาเป ทู เธ-โอ) สามารถแปลได้ว่า “ความรักของพระเจ้า / the love of God” หรือ “ความรักที่มีต่อพระเจ้า / the love for God” ในที่นี้เราควรแปลว่าความรักของพระเจ้า ในขณะเวลาที่ผู้สอนพระคัมภีร์ได้สอนอย่างถูกต้องเกี่ยวกับความรักของพระเจ้าที่พระองค์ทรงมีต่อคริสเตียนตั้งแต่อดีตกาล พระวิญญาณบริสุทธิ์จะเติมจิตใจของผู้เชื่อนั้นให้เต็มด้วยความเข้าใจ และความซาบซึ้งในความรักของพระเจ้า

คำว่า  ἐκχέω  (เอ็ก-เค-โอ ซึ่งแปลว่า ริน, เท และหลั่งไหล) ในภาษากรีก ถูกเขียนด้วย Intensive Perfect Tense ซึ่งได้เน้นผลภายหลังของการกระทำที่จบสิ้นไปแล้ว การกระทำที่จบสิ้นในข้อนี้ คือ การเติบโตฝ่ายวิญญาณของผู้เชื่อซึ่งต้องใช้เวลาหลายปี และต้องเกิดจากความเข้าใจต่อความรักที่พระเจ้ามีต่อเขาตั้งแต่อดีตกาล การเติบโตฝ่ายวิญญาณ และความเข้าใจในความรักนั้น จะเกิดผลเป็นความรักที่ผู้เชื่อมีต่อพระบิดา พระบุตร  และพระวิญญาณบริสุทธิ์

พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำพันธกิจการสั่งสอนโดยใช้ศิษยาภิบาล-ผู้สอนที่สัตย์ซื่อในการศึกษาหลักคำสอนพระคัมภีร์ และมีคุณสมบัติที่เหมาะสมในการสื่อสารแก่ผู้เรียน   แต่พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงเป็นผู้สอน  ในเวลาที่ศิษยาภิบาล-ผู้สอนนั้นได้สื่อสารข้อมูลเกี่ยวกับความรักที่พระเจ้ามีต่อผู้เรียน  พระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงกระทำให้ข้อมูลนั้นเข้ามาวนเวียนในกระแสความคิด  หากผู้เรียนอยู่ภายใต้การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์ เขาจึงจะสามารถตอบสนองความรักของพระเจ้าด้วยความรักที่เขามีต่อพระองค์

พันธกิจการประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์เป็นทรัพยากรฝ่ายวิญญาณที่พระเจ้าทรงจัดเตรียมให้แก่ผู้เชื่อทุกคนเพื่อเป็นประโยชน์แก่ผู้เชื่อ  ในภาษากรีก วลีสุดท้ายของโรม 5:5 “ซึ่งพระองค์ได้ประทานแก่เราแล้ว” เขียนด้วยรูปแบบไวยากรณ์ dative of advantange ซึ่งทำให้เราเข้าใจว่ากรรมของประโยค (ผู้เชื่อ) ได้รับประโยชน์จากการกระทำ คือ พันธกิจการสั่งสอนขององค์พระวิญญาณบริสุทธิ์ ซึ่งเป็นประโยชน์มากแก่ผู้เชื่อเพราะเป็นการสอนให้พัฒนาความรักที่มีต่อพระเจ้า

 

ความรักที่เรามีต่อพระเจ้าจะไม่ทำให้เราผิดหวัง

 

“และจงรู้จักความรักของพระคริสต์ซึ่งเกินความรู้ทางวิชาการ [γνῶσις / โน-ซิส] เพื่อท่านจะได้เต็มเปี่ยม [ประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์] ซึ่งจะให้ท่านรับความไพบูลย์[แห่งพระพร] ของพระเจ้า ขอให้พระเกียรติจงมีแด่พระองค์ [พระบิดา] ผู้ทรงสามารถกระทำมากยิ่งกว่าที่เราจะทูลขอหรือคิดได้ ตามฤทธิ์เดชของพระองค์ซึ่งประกอบกิจอยู่ภายในตัวเรา” (เอเฟซัส 3:19,20)

 

เมื่อคริสเตียนได้เรียนรู้เกี่ยวกับความรักของพระเยซูคริสต์  คือ ความรักของทั้งความเป็นพระเจ้าและความเป็นมนุษย์ของพระองค์  ด้วยการจำนนต่อการสั่งสอนของพระวิญญาณบริสุทธิ์เขาจึงจะเริ่มต้นที่จะมีความรักต่อพระคริสต์  เมื่อถึงจุดนี้แล้ว  พระเจ้าจะทรงประทานสิ่งยิ่งกว่าที่เขาจะทูลขอหรือคิดได้ให้แก่เขา

 

“และเรา [คริสเตียนที่เข้าใจถึงความรักของพระเจ้า] รู้ว่าสำหรับผู้ที่รักพระเจ้า พระองค์ทรงกระทำทุกสิ่งเกิดผลดี แก่ผู้ที่พระองค์ทรงเรียกตามพระประสงค์ของพระองค์” (โรม 8:28)

 

   พระสัญญานี้ซึ่งปลดเปลื้องความผิดหวังทั้งสิ้นในชีวิตมีไว้เฉพาะคนที่รักพระองค์อย่างส่วนตัวเท่านั้น  เมื่อผู้เชื่อมีความรักส่วนตัวต่อพระเจ้า (personal love for God) จะไม่มีบุคคลหรือสถานการณ์ใดสามารถทำให้เขาผิดหวัง  เพราะเขาเชื่อมั่นในพระสัญญาของพระเจ้า

 

ความรักที่เกิดจากอารมณ์จะทำให้เราผิดหวัง

 

ความต้องการอย่างแรงกล้าที่จะมีความรักด้วยอารมณ์ (romantic relationship) จะก่อให้เกิดความผิดหวังและความเครียด  มีน้อยคนมากที่จะมีคนรักเขาตามที่เขาต้องการ สมมุติว่ามีสองคนที่รักกันด้วยอารมณ์และได้แต่งงานกัน  ภรรยาก็คาดหวังว่าสามีจะรักเธอตลอดไป  ส่วนสามีก็คาดหวังว่าภรรยาจะเชื่อฟังและให้เกียรติเขาทุกอย่าง  มีเพียงผู้เชื่อ 2 คนที่เติบโตฝ่ายวิญญาณแล้วและมีสัมพันธภาพกับพระเจ้าเท่านั้นที่จะสามารถทำให้อีกฝ่ายหนึ่ง สมหวังได้  อย่างไรก็ตาม  เมื่อเราเข้าใจว่าคริสเตียนส่วนใหญ่ที่แต่งงานกันนั้นไม่ได้เป็นผู้เชื่อที่เติบโตฝ่ายวิญญาณ  เราจะเริ่มเข้าใจถึงปัญหาที่มักจะเกิดขึ้น  คือ ทั้ง 2 ฝ่ายคาดหวังในสิ่งที่ไม่น่าจะเป็นไปได้  มีแต่พระเจ้าเพียงผู้เดียวที่สามารถรักเราด้วยความรักที่ไม่ทำให้เราผิดหวัง

แล้วจะเกิดอะไรขึ้นถ้าคริสเตียนได้ตกหลุมรักโดยปราศจากทั้ง 2 แนวทางของการเติบโตฝ่ายวิญญาณ? จะเกิดอะไรขึ้นถ้าคริสเตียนไม่ได้รับความรักตามที่ตนปรารถนา?  จะก่อให้เกิดทัศนคติและพฤติกรรมที่เรียกร้องจากอีกฝ่ายหนึ่งอยู่เสมอ คือ ภรรยาจะเรียกร้องความรักจากสามีและสามีจะเรียกร้องให้ภรรยาให้เกียรติและเชื่อฟังเขา  เมื่อฝ่ายตรงข้ามไม่ได้ให้ในสิ่งที่ต้องการก็ทำให้ทั้ง 2 ฝ่ายคับข้องใจ  จากความคับข้องใจจะกลายเป็นความขมขื่น, สงสารตัวเอง และความขุ่นเคือง  จากความขุ่นเคืองอาจก่อให้เกิดการผูกใจเจ็บซึ่งจะนำไปสู่การแก้แค้นและอาจก่อให้เกิดการฆาตกรรมตามที่เราเห็นกันอยู่ในหน้าหนังสือพิมพ์ ถ้าปราศจากความรักต่อพระเจ้าและหลักคำสอนพระคัมภีร์ในจิตใจ คริสเตียนจะต้องล้มเหลวในชีวิตสมรสหรือความสัมพันธ์อื่นๆ

bottom of page