top of page

MAX KLEIN BIBLE MINISTRIES

ชีวิตฝ่ายวิญญาณคือความคิดของพระเจ้าในจิตใจ

 

พระคัมภีร์ ถูกเรียกว่า “พระคำ” เพราะพระคัมภีร์นั้นประกอบด้วยคำศัพท์  คำศัพท์เป็นสิ่งที่ให้เราสามารถคิดได้  ความคิดของเราได้วนเวียนในกระแสความคิดในจิตใจของเรา  คนหนึ่งอาจมีความเป็นอัจฉริยะซ่อนอยู่ภายใน  แต่ถ้าเขาไม่มีคำศัพท์ในจิตใจของเขา  เขาก็ไม่สามารถคิดได้  ในทำนองเดียวกัน  ถ้าผู้เชื่อไม่มีคำศัพท์ซึ่งให้เขาเข้าใจหลักคำสอนพระคัมภีร์  เขาก็ไม่สามารถคิดตามความคิดของพระเจ้าได้  โดยปราศจากความคิดของพระเจ้าในจิตใจ  ผู้เชื่อก็จะไม่สามารถเข้าใจพระเจ้าหรือเห็นคุณค่าในพระองค์  และจะไม่มีวันที่เขาจะรักพระองค์ได้  เพราะฉะนั้น  เขาจึงพลาดที่จะรู้จักความสุขที่สุดในชีวิต

 

ในด้านตรงข้าม  อารมณ์เป็นสิ่งที่ไม่มีความคิด  เหตุผล  หรือสามัญสำนึก  อารมณ์ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อแทนความคิดหรือการตัดสินใจ  แต่เป็นสิ่งที่จะให้เราเห็นคุณค่าจากการที่เราได้คิดและตัดสินใจอย่างถูกต้อง  อารมณ์เป็นสิ่งที่ล้ำเลิศในเมื่อมันได้ทำหน้าที่อย่างถูกต้อง   แต่เมื่ออารมณ์ไม่ได้รับการควบคุมแล้วมันกลายเป็นอุปสรรคในการเติบโตฝ่ายวิญญาณ  

 

“ดูก่อนท่านชาวโครินธ์  เราพูดกับท่านอย่างไม่ปิดบังเลย  และใจของเราก็เปิดรับท่าน  ใจของท่านทั้งหลายมิได้ปิดเพราะเรา  แต่ปิดเพราะอารมณ์  [σπλάγχνον / splanknon  ]  ของตน” ( 2 โครินธ์ 6:11-12)

 

คำว่า สแปนค์-นน หมายถึง  ลำไส้,   ความรู้สึกที่พลักดันทำอะไรอย่างหุนหัน (impulsive passions),   แหล่งความรู้สึก, เสน่หา, และ อารมณ์    ในที่นี้ก็พูดถึงการที่อารมณ์ได้ควบคุมจิตใจ  หากเราปล่อยอารมณ์ให้ควบคุมจิตใจเมื่อใด  เราขาดความมั่นคงและความสุข  ถ้าเราจะมีความสุข  อารมณ์จะต้องรับการควบคุมจากความคิด  (อยู่ภายใต้การควบคุมของความคิด)  เนื่องจากพระเจ้าทรงสร้างมนุษย์ให้คิดอย่างมีเหตุผล  เราจึงต้องรับการควบคุมจากความคิด

เราจำเป็นต้องเข้าใจว่าพระเจ้าไม่มีอารมณ์  ถึงแม้พระคัมภีร์ได้พูดถึงความพิโรธและความเสียพระทัยของพระองค์  สิ่งนี้เป็นแค่ภาษาภาพ พระคำได้พูดถึงพระหัตถ์และพระเนตรของพระองค์ด้วย  แต่พระองค์ไม่มีสิ่งเหล่านี้  ตามหลัก   ศาสนศาสตร์ การใช้คำศัพท์ เช่น ความพิโรธของพระเจ้า หรือ การเสียพระทัยของพระองค์ถูกเรียกว่า “anthropopathisms” เมื่อพูดถึงพระหัตถ์และพระเนตรของพระองค์ก็เรียกว่า “anthropomorphisms” ตามจริงแล้วพระเจ้าใช้ภาษาหลายรูปแบบในพระคำ  เพื่อจะให้มนุษย์เข้าใจถึงพระลักษณะและพระประสงค์ของพระองค์  อย่างเช่น  เมื่อเราได้อ่านว่า “และจะไม่มีผู้ใดแย่งชิงแกะเหล่านั้นไปจากมือของเราได้” (ยอห์น 10:28) ก็เป็นภาพซึ่งให้เราเข้าใจความรอดนิรันดร์ซึ่งพระเจ้าทรงรับรองให้เรา (eternal security  หรือ ความมั่นคงนิรันดร์)  มือ ตา ความโกรธ  และ ความเสียดายเป็นลักษณะของมนุษย์  

ความโกรธไม่ได้เป็นแค่อารมณ์เท่านั้น  แต่ก็เป็นบาปด้วย พระคัมภีร์หลายฉบับได้แปลเอเฟซัส 4:26 ให้ผู้อ่านเข้าใจว่า ความโกรธไม่ใช่บาป  ในต้นฉบับภาษากรีกมีเขียนไว้ว่า  οργιζεσθε και μη αμαρτανετε /orgizesthe kai mey hamatanete    คำกิริยา orgizesthe  จะต้องรับการแปลด้วยรูปแบบ present middle indicative (ไม่ใช้ present middle imperative เหมือนบางฉบับแปล) ซึ่งให้เห็นถึงการกระทำที่มีคนกำลังทำอยู่  “ท่านโกรธอยู่”  ก็มีคำ mey ( ในวลีนี้ แปลว่า “หยุดทำ”)  ต่อด้วย hamatanete “หยุดทำบาปได้แล้ว” ข้ออื่นซึ่งช่วยให้เราเข้าใจว่า ความโกรธเป็นบาปมีใน เอเฟซัส 4:31 และ มัทธิว 5:22 เพราะฉะนั้น เป็นการหมิ่นประมาทพระเจ้าถ้าจะบอกว่าพระองค์ทรงพิโรธจริง

การเสียดายเป็นความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากการตัดสินใจผิด  เนื่องจากพระเจ้าทรงทราบทุกอย่างตั้งแต่อดีตกาล  และพระองค์ทรงสมบูรณ์แบบทุกประการ  พระองค์จึงไม่เคยตัดสินใจผิด อนึ่งอารมณ์เป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ  อารมณ์ขึ้นๆ ลงๆ และก่อให้เกิดความรู้สึกซึ่งไม่มั่นคง  ภาษาอังกฤษใช้คำว่า emotion ซึ่งมีรากศัพท์กับคำ motion ซึ่งแปลว่า “เคลื่อนไหว”  หรือ  “เปลี่ยนแปลง”  พระเจ้าไม่เปลี่ยนแปลง (ฮีบรู 13:8) เพราะฉะนั้นการที่จะบอกว่า พระองค์มีอารมณ์นั้นเป็นการหมิ่นประมาทพระองค์เช่นเดียวกัน

ขอให้คุณพิจารณาประโยค “พระเยซูทรงพระกันแสง” (ทรงร้องไห้) (ยอห์น 11:35)  ข้อพระคัมภีร์ที่พูดถึงความเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์  ไม่ใช่ความเป็นพระเจ้า  ในต้นฉบับจะเขียนถึงความเป็นมนุษย์ของพระเยซูโดยใช้คำว่า  “Ἰησοῦς” (อิเยซูส) ซึ่งพระคัมภีร์ไทยใช้นามว่า “พระเยซู”   พระเจ้าทรงสถาปนามนุษย์ทุกคนให้มีอารมณ์  เพื่อที่จะตอบสนองต่อสิ่งที่มีอยู่ในจิตใจ       ซึ่งความเป็นมนุษย์ของพระเยซูคริสต์ไม่ได้รับการยกเว้น

อีกข้อหนึ่งซึ่งอาจทำให้เข้าใจผิดว่าพระเจ้ามีอารมณ์อยู่ที่ มัทธิว 21:12 (และมาระโก 11:15) “พระองค์ก็เสด็จเข้าไปในบริเวณพระวิหาร  ทรงขับไล่บรรดาผู้ซื้อขายในบริเวณพระวิหารนั้น และคว่ำโต๊ะผู้รับแลกเงินกับทั้งคว่ำม้านั่งผู้ขายนกพิราบเสีย”  ข้อนี้ไม่ได้พูดเลยว่าพระเยซูทรงพิโรธหรือแสดงอารมณ์บาปอย่างอื่นแม้แต่น้อย!

พระคัมภีร์ประกอบด้วยความคิดของพระเจ้า  หากเราจะพัฒนาความรักที่เรามีต่อพระเจ้า  จำเป็นต้องผ่านทางความคิดในจิตใจของเรา  1 โครินธ์ 2:16 กล่าวว่า “เรามีพระทัยของพระคริสต์” เราสามารถเติบโตขึ้นฝ่ายวิญญาณได้ก็เพราะความคิด  ไม่ใช่อารมณ์

 

“แต่ขอท่านทั้งหลายจงเติบโตขึ้นในพระคุณและความรู้  ซึ่งมาจากพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าและพระผู้ช่วยให้รอดของเรา” (2 เปโตร 3:18ก)

 

“จงมีความคิด  [φρονέω /phroneo] ในตนเอง เหมือนกับความคิดซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์” (ฟิลิปปี 2:5)

 

คำว่า โฟร-เนโอ หมายถึง การคิดตามความจริงโดยไม่ได้เอาความคิดส่วนตัวเข้ามาปน (objective thinking) เนื่องจากคำกริยานี้เขียนโดยรูปแบบไวยากรณ์ present active imperative เราจึงทราบว่า คำนี้สั่งเราว่า “จงคิดตามความจริงเสมอ”  เราได้รับคำสั่งที่จะคิดตามความคิดของพระเจ้า  ซึ่งความเป็นมนุษย์ของพระเยซูได้คิด

 

“จงเอาใจจดจ่อ [ἀφοράω / apho-ra-o] กับพระเยซู  ผู้บุกเบิกและผู้ทรงทำให้ความเชื่อของเราสมบูรณ์” (ฮีบรู 12:2ก)

 

พระคัมภีร์หลายเล่มได้แปลคำว่า   อะโฟระโอ  ว่า “จงมองที่พระเยซู” ซึ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะตอนนี้พระองค์ทรงสถิตอยู่เบื้องขวาพระหัตถ์ของพระเจ้าแล้ว  เพื่อที่จะนำข้อนี้ประยุกต์มาใช้ในชีวิตฝ่ายวิญญาณของเรา เราจำเป็นต้องใช้คำแปลที่แม่นยำและตรงกับความหมายเดิม  คือ ใจจดจ่อ (ภาษาอังกฤษ “concentrate on”)  การที่จะเอาใจจดจ่อกับพระองค์ต้องใช้ความรู้  วินัย  และ ความถ่อมใจ  เราก็รับคำสั่งที่จะปักจิตใจไว้ที่พระองค์ ที่จะคิดถึงพระองค์  หากเราจะคิดถึงพระเยซ  ู เราต้องมีความรู้เกี่ยวกับพระองค์  ซึ่งเราจะรับได้จากการศึกษาและประยุกต์หลักคำสอนพระคัมภีร์  โดยอยู่ภายใต้การประกอบด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

bottom of page