top of page

MAX KLEIN BIBLE MINISTRIES

ความมั่นคงนิรันดร์

(Eternal Security)

 

เราอาจเรียกความมั่นคงนิรันดร์ (ความรอดและการที่พระเจ้าทรงรับรองความรอดนั้นเป็นชั่วนิรันดร์) ว่าเป็นความสัมพันธ์กับความรักของพระเจ้า  พระเจ้าทรงประทานความรอด  และความมั่นคงนิรันดร์นั้นแก่เราโดยพระคุณของพระองค์เอง  ไม่ใช่เพราะการกระทำดีของเรา

 

“เหตุฉะนั้น  เมื่อเราได้เป็นคนชอบธรรมเพราะความเชื่อแล้ว  เราจึงกลับคืนดีกับพระเจ้าผ่านทางพระเยซูคริสต์โดยพระองค์  และเพราะความเชื่อเราได้เข้าไปถึงพระคุณซึ่งเรายืนอยู่  และชื่นชมยินดีเพราะความเชื่อมั่นในพระสิริของพระเจ้า”  (โรม 5:1-2)

 

คำว่า “เราได้เข้าไปถึงพระคุณ”  หมายถึงการรับความรอด “ซึ่งเรายืนอยู่”  แปลจากคำว่า ¢isthmi   (ฮิสเทมี)  ซึ่งถูกเขียนด้วยรูปแบบไวยากรณ์กาลสมบูรณ์ (perfect tense)  เพื่อให้เราเข้าใจว่า  เรายืนอยู่บนพระคุณในเวลาที่เราได้รับความรอด  และเราจะยืนอยู่บนพระคุณนั้นตลอดไปเป็นนิตย์

เราไม่สมควรที่จะรับความรอด  และไม่ว่าเราจะเติบโตฝ่ายวิญญาณมากแค่ไหน เราก็ยังไม่สมควรที่จะได้รับ  เพราะฉะนั้น  ความรอดนิรันดร์ที่เราได้รับไม่ขึ้นอยู่กับศีลธรรม  หรือ  ความชอบธรรมของเรา  แต่จำต้องอาศัยพระคุณและความรักของพระเจ้า

 

“ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายได้รอดนั้นก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ  และมิใช่โดยตัวท่านทั้งหลายกระทำเอง  แต่เป็นของขวัญ [doron / โด-รน] จากพระเจ้า ความรอดนั้นจะเนื่องด้วยการกระทำก็หามิได้  เพื่อมิให้คนหนึ่งคนใดอวดได้” (เอเฟซัส 2:8-9)

 

เราได้รับความรอดโดยพระคุณฉันใด  ความรอดนั้นก็จะถูกรักษาไว้โดยพระคุณฉันนั้น  เราเป็นคนบาปก่อนที่เราจะได้รับความรอด  และยังเป็นคนบาปหลังจากที่ได้รับความรอดด้วย  พระเจ้าทรงช่วยกู้ชีวิตเราเมื่อเรายังเป็นคนอธรรม เราจึงมั่นใจได้ว่าพระองค์จะไม่ยึดความรอดไปจากเรา  แม้ว่าเรายังเป็นคนอธรรมต่อไป

ในภาษากรีก  วลีคำกริยา  “ท่านทั้งหลายได้รอดนั้น” เป็นคำกริยาสองคำติดๆ กัน  este seswsmenoi  (แอ็สเท เสโซสมะนอย) การสร้างประโยคเช่นนี้เรียกว่า periphrastic ซึ่งเป็นการเน้นการกระทำของคำกริยาอย่างชัดเจนที่สุดในภาษากรีก  ในประโยคนี้อาจารย์เปาโลใช้วิธีเช่นนี้เพื่อที่จะเน้นความมั่นคงนิรันดร์  ถ้าแปลตรงกับความหมายก็เป็น    “ด้วยว่าซึ่งท่านทั้งหลายรอดได้นั้น  ซึ่งเป็นความรอดที่ท่านได้ยืนอยู่นั้น  ก็รอดโดยพระคุณเพราะความเชื่อ”  แต่การแปลเช่นนี้ไม่ราบรื่น  เราจึงได้ใช้การแปลที่รวบรัด  ซึ่งไม่ได้สื่อความหมายอย่างเจาะจงอย่างต้นฉบับ  โดยการสรุป  อาจารย์เปาโลได้เน้นว่า ความรอดและการรับรองความรอดนั้นเป็นเรื่องของพระคุณ  และไม่เกี่ยวกับการกระทำของผู้เชื่อ

ความรอดเป็นของขวัญ (โด-รน) ที่พระเจ้าทรงประทานให้เรา  เมื่อพระเจ้าทรงประทานของขวัญให้  พระองค์ไม่ได้ตั้งเงื่อนไขในการรับ พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า “ถ้าเจ้าประพฤติดี  เจ้าจึงจะสามารถเก็บของขวัญนี้ไว้ได้  แต่ถ้าเจ้าประพฤติไม่ดี  เราจะเอาของขวัญนี้กลับคืน”  อนึ่ง  เนื่องจากพระเจ้าทรงประทานความรอดแก่เราเป็นของขวัญ  พระเจ้าไม่ได้ขอสิ่งตอบแทนจากเรา  หลายคนอาจให้ของขวัญโดยหวังว่าจะได้อะไรกลับคืนมา  หรือยิ่งกว่านั้นก็อาจจะเรียกร้องสิ่งตอบแทน นี่ไม่ใช่การให้ที่แท้จริง  เมื่อพระเจ้าทรงให้ของขวัญ  ก็เป็นของขวัญที่แท้จริง  เพราะฉะนั้น  เนื่องจากเราได้รับความรอดเป็นของขวัญ  พระองค์จึงไม่ประสงค์ที่จะเอาความรอดคืนจากเรา

 

ไม่มีสิ่งใดซึ่งจะแยกเราจากความรักของพระเจ้าได้

 

เนื่องจากเราได้เข้ามีส่วนในพระคริสต์ (โคโลสี 2:10) พระเจ้าพระบิดาทรงรักเราด้วยความรักที่พระองค์ทรงมีต่อพระบุตร  ไม่มีสิ่งใดซึ่งจะทำให้เราแยกจากความรักนั้นได้  อาจารย์เปาโลได้เน้นประเด็นนี้โดยเขียนถึงอิทธิพลทั้ง 6 ประการ  ซึ่งผู้เชื่ออาจจะถูกล่อลวงให้คิดว่าสิ่งเหล่านั้นจะแยกเขาออกจากความรักของพระเจ้า  และทำให้เขาเสียความรอดของเขา

 

“เพราะข้าพเจ้าเชื่อมั่นว่า  แม้ความตายหรือชีวิต  หรือบรรดาทูตสวรรค์  หรือเทพเจ้า  หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้  หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า  หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย  หรือสิ่งสูง  หรือสิ่งลึก  หรือสิ่งอื่นใดที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้นจะไม่สามารถกระทำให้เราทั้งหลายขาดจากความรักของพระเจ้า  ซึ่งมีอยู่ในพระเยซูคริสต์องค์พระผู้เป็นเจ้าของเราได้” (โรม 8:38-39)

 

1.  แม้ความตายหรือชีวิต

ไม่ว่าคุณเผชิญสถานการณ์แบบใดในความตาย (ฝ่ายร่างกาย) ของคุณ  ก็จะไม่มีสิ่งใดซึ่งจะทำให้คุณถูกแยกออกจากความรักของพระเจ้า คุณอาจจากโลกนี้ไปโดยเป็นผู้เชื่อที่พ่ายแพ้ในชีวิตฝ่ายวิญญาณ  แต่คุณไม่มีวันที่จะถูกแยกออกจากความรักของพระเจ้า  ในทำนองเดียวกัน  ก็ไม่มีอะไรในชีวิตที่สามารถแยกเราจากความรักของพระองค์เช่นเดียวกัน  คุณอาจโศกเศร้า  และขมขื่นกับชีวิตจนคุณประกาศเลิกเชื่อในพระคริสต์  หรือ ฆ่าตัวตาย  แต่คุณยังเป็นหนึ่งเดียวกับพระคริสต์

 

2. หรือบรรดาทูตสวรรค์  หรือเทพเจ้า

ถึงแม้ว่าทูตสวรรค์  และกองทัพทูตสวรรค์  ไม่ว่าเป็นทูตสวรรค์ที่พระเจ้าทรงเลือก  หรือทูตสวรรค์ที่ตกจากสวรรค์แล้ว ทั้งที่มีฤทธิ์เดชมหาศาล  ก็ยังไม่พอที่จะแยกเราออกจากความรักของพระเจ้าได้

 

3.  หรือสิ่งซึ่งมีอยู่ในปัจจุบันนี้  หรือสิ่งซึ่งจะมีในภายหน้า  

ไม่มีสิ่งใดในปัจจุบันหรืออนาคตซึ่งจะทำให้เราออกจากความรักของพระเจ้า  บางคนชอบจินตนาการแปลกๆถึงอนาคต  เขาอาจกลัวว่าระเบิดนิวเคลียร์จะระเบิดใกล้ตัวเขา  ทำให้เขากลายเป็นเถ้าถ่าน  อย่างไรก็ตาม  ถ้าเกิดขึ้นอย่างนั้นจริง  การระเบิดใดๆยังไม่สามารถทำลายจิตใจของคุณ  หรือความสัมพันธ์นิรันดร์ที่คุณมีกับพระเจ้าได้

 

4. หรือฤทธิ์เดชทั้งหลาย  

ไม่มีองค์กรใดๆ  ไม่ว่าจะเป็นของทูตสวรรค์หรือของมนุษย์ก็ตาม  ซึ่งจะแยกคุณออกจากความรักของพระเจ้าได้  ยกตัวอย่างเช่น  อาจมีรัฐบาลระบบคอมมิวนิสต์ที่ห้ามเชื่อในพระคริสต์  แต่เขาไม่มีอำนาจพอที่จะเปลี่ยนความรักที่พระเจ้าทรงมีต่อคุณ 

 

 

5.  หรือสิ่งสูง  หรือสิ่งลึก

ไม่มีผู้ใดในอวกาศ (สูง) หรือในใจกลางโลก (ลึก) ซึ่งสามารถแยกคุณออกไปจากความรักของพระเจ้า  คุณอาจขึ้นจรวดแล้วเดินทางไปไกลเป็นล้านล้านกิโลจากโลก  แต่คุณไม่สามารถแยกตัวคุณไปจากพระเจ้าได้  หรือคุณอาจตกหลุมที่ลึกลงไปในโลก  แต่สิ่งนี้จะไม่ทำให้คุณแยกออกจากความรักของพระเจ้า

 

6.  หรือสิ่งใดๆ อื่นที่ได้ทรงสร้างแล้วนั้น

 วลีนี้อาจเล็งถึงเนโร  ผู้เป็นจักรพรรติของกรุงโรมในเวลาที่อาจารย์เปาโลเขียนพระธรรมโรมขึ้นมา    ซึ่งเป็นกษัตริย์ที่ข่มเหงคริสเตียนอย่างร้ายกาจมาก  วลีนี้ได้พูดถึงผู้ไม่เชื่อซึ่งมีอำนาจเหนือกว่าคุณ  แต่ไม่ว่าเขามีอำนาจมากแค่ไหน  ก็ไม่มีวันที่จะเปรียบปานกับอำนาจของพระเจ้า  

 

ไม่ว่าเรามีความสัมพันธ์กับใครก็ตาม  ถ้านั่นจะเป็นความสัมพันธ์ที่สนิทก็จำเป็นต้องมีความมั่นคง  เพราะฉะนั้น  เมื่อเราเชื่อในพระเยซูคริสต์  พระเจ้าทรงประทานความมั่นคงในความรอดของเรา  เราเป็นบุตรของพระองค์ชั่วนิจนิรันดร์  เพราะความมั่นใจในข้อเท็จจริงนี้  เราสามารถปักใจไว้กับการสร้างความสัมพันธ์กับพระองค์มากยิ่งขึ้น แทนที่จะกระวนกระวายกับความไม่แน่นอนในความรอดของเรา

 

ความรอดไม่ได้อาศัยความสัตย์ซื่อของมนุษย์

 

สำหรับพระเจ้า  สิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดที่พระองค์เคยกระทำ  คือการที่พระองค์ทรงยอมให้พระบุตรของพระองค์เสด็จมายังไม้กางเขนเพื่อตายแทนเรา ด้วยว่า พระองค์ทรงกระทำสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับศัตรูของพระองค์ (โรม 5:8) ด้วยเหตุและผลเราสามารถสรุปได้ว่าพระองค์จะกระทำสิ่งที่เล็กกว่าสำหรับบุตรที่รักทั้งหลายของพระองค์ คือผู้เชื่อในพระคริสต์  เมื่อเปรียบกับการที่พระองค์ทรงประทานพระบุตรของพระองค์แก่เรา ให้ตายบนไม้กางเขนในฐานะคนกลางระหว่างพระเจ้ากับมนุษย์  เป็นเรื่องเล็กสำหรับพระองค์ที่จะรักษาความรอดของเราไว้  ที่จะจัดเตรียมการแก้ไขสำหรับปัญหาต่างๆ ที่เราจะพบในชีวิต  และที่จะประทานกายนิรันดร์แก่เราในที่สุด

 

“พระองค์ผู้มิได้ทรงหวงพระบุตรองค์เดียวของพระองค์  แต่ได้ทรงโปรดประทานพระบุตรนั้นเพื่อประโยชน์แก่เรา ถ้าเช่นนั้นพระองค์จะไม่ทรงโปรดประทานสิ่งสารพัดให้เราทั้งหลายด้วยกันกับพระบุตรนั้นหรือ” (โรม 8:32)

 

ความรอดไม่ได้อาศัยความสัตย์ซื่อของเรา  แต่อาศัยความสัตย์ซื่อของพระเจ้า

 

“พระคำนั้นน่าเชื่อถือ ถ้าเราตายกับพระองค์ [ซึ่งถือว่าเป็นเช่นนั้นแล้ว] เราก็จะมีชีวิตกับพระองค์เช่นกัน (2 ทิโมธี 2:11)

 

ทั้ง 3 ข้อใน 2 ทิโมธี 2:11-13 เขียนด้วยประโยคข้อแม้ประเภทที่ 1  ซึ่งเป็นรูปแบบไวยากรณ์ที่แถลงความจริง  หรือข้อเท็จจริงซึ่งถูกถือว่าจริง  อาจารย์เปาโลกำลังสอนว่า  ตั้งแต่เวลาที่เราเชื่อในพระคริสต์  เราได้เข้ามีส่วนในความตายของพระองค์ที่ไม้กางเขน (โรม บทที่6) ในประโยคข้อแม้ประเภทที่ 1  ถ้าอนุประโยคที่เริ่มต้นกับคำว่า “ถ้า” เป็นจริง  อนุประโยคที่ตามมาก็เป็นจริงเช่นเดียวกัน  ความจริงในที่นี้คือ ผู้เชื่อทุกคนจะอยู่กับพระคริสต์ตลอดไปเป็นนิตย์

 

“ถ้าเราอดทน  [ได้เติบโตฝ่ายวิญญาณท่ามกลางสถานการณ์ที่กดดันในชีวิต] เราจะได้ครองร่วมกับพระองค์  [ในยุคพันปีของพระคริสต์] ถ้าเราปฏิเสธพระองค์ [พลาดที่จะเติบโตฝ่ายวิญญาณและพลาดที่จะถวายเกียรติแด่พระเจ้า] พระองค์ก็จะปฏิเสธเราเช่นเดียวกัน [จะไม่ทรงมอบรางวัลให้]” (2 ทิโมธี 2:12)

 

การที่ผู้เชื่อจะได้รับรางวัลจากพระเยซูคริสต์  หรือพระองค์จะปฏิเสธที่จะมอบรางวัลให้แก่เขา  ขึ้นอยู่กับว่าเขาได้ทำแผนการที่พระเจ้าทรงมีต่อชีวิตของเขาให้สำเร็จหรือไม่  วลี “ถ้าเราอดทน” หมายถึงการที่จะเรียนหลักคำสอนพระคัมภีร์ และการนำหลักคำสอนพระคัมภีร์นั้นมาประยุกต์ใช้กับสถานการณ์ที่กดดันและปัญหาต่างๆ ในชีวิตอย่างไม่หันเห  “ถ้าเราอดทน” ก็หมายถึงการที่จะสะสมหลักคำสอนพระคัมภีร์จนกระทั่งผู้เชื่อได้พัฒนาความรักที่เขามีต่อพระบิดา  พระบุตร  และพระวิญญาณบริสุทธิ์  ผู้เชื่อที่ได้เติบโตจนเป็นผู้เชื่อที่โตแล้วจะถูกเลือกให้ครองโลกร่วมกับพระเยซูคริสต์ในยุคพันปีของพระคริสต์

 

“ผู้ใดมีชัยชนะและดำรงรักษากิจการของเราไว้จนถึงที่สุด [ถึงที่สุดชีวิตบนโลกของผู้เชื่อแต่ละคน]  เราจะให้ผู้นั้นมีอำนาจครอบครองบรรดาประชาชาติ” (วิวรณ์ 2:26)

 

พระคำของพระเจ้าคือความคิดของพระคริสต์  ถ้าคุณปฏิเสธที่จะให้พระคำของพระองค์เป็นสิ่งสำคัญที่สุดในชีวิตของคุณ  ก็เท่ากับว่า คุณกำลังปฏิเสธพระเยซูคริสต์  ถ้าคุณพลาดที่จะเป็นผู้เชื่อที่โตฝ่ายวิญญาณ  และมีชีวิตที่ไม่ถวายเกียรติแต่พระเจ้า พระองค์จะปฏิเสธคุณ ไม่มอบรางวัลเหล่านั้นเมื่อพระคริสต์ประเมินผู้เชื่อทุกๆคนหลังจากคริสตจักรถูกรับขึ้นไปแล้ว อย่างไรก็ตาม การพลาดที่จะปฏิบัติชีวิตฝ่ายวิญญาณไม่ได้หมายความว่าผู้เชื่อจะเสียความรอดไป :

 

“ถ้าเราไม่ซื่อสัตย์  พระองค์ยังซื่อสัตย์อยู่  เพราะพระองค์ไม่สามารถปฏิเสธพระองค์เองได้” (2 ทิโมธี 2:13)

 

ถึงแม้คริสเตียนอาจไม่ซื่อสัตย์ต่อพระคริสต์ในเวลาที่เขายังอยู่บนโลก แต่เขายังอยู่ร่วมในพระองค์  เพราะฉะนั้น  ถ้าพระองค์จะปฏิเสธผู้เชื่อ  ก็เท่ากับว่าพระองค์ทรงปฏิเสธพระองค์เอง  ซึ่งความคิดเช่นนี้เป็นการหมิ่นประมาทพระองค์

 

การตีสอนจากพระเจ้าแสดงถึงความมั่นคงนิรันดร์

 

เมื่อแรกที่เราได้เชื่อในพระคริสต์  เราได้เข้าถึงครอบครัวของพระองค์  กาลาเทีย 3:26 เขียนไว้ว่า  “เพราะว่า  ท่านทั้งหลายเป็นบุตรของพระเจ้าร่วมในพระเยซูคริสต์โดยความเชื่อ”  เมื่อเราได้เป็นบุตรของพระองค์แล้ว  เราเป็นบุตรของพระองค์ตลอดไป  ถึงแม้ลูกชายหรือลูกสาวของพ่อแม่จะเป็นลูกไม่ดี  แต่จะไม่เปลี่ยนฐานะความเป็นลูกของเขา  ระหว่างพระเจ้ากับบุตรของพระองค์ก็เช่นกัน

 

“แม้เขาล้ม [การกระทำพลาดของผู้เชื่อ] เขาจะไม่ถูกเหวี่ยงลงเหยียดยาว  [จะไม่เสียความรอด] เพราะว่าพระหัตถ์พระเจ้าพยุงเขาไว้”  (สดุดี 37:24)

 

การที่พระเจ้าทรงตีสอนผู้เชื่อให้เราเข้าใจว่าพระองค์ไม่ได้เอาความรอดไปจากเขา ถ้าผู้เชื่อได้พลาดในชีวิตฝ่ายวิญญาณของเขา  เขาต้องรับการตีสอน  ไม่เบาก็หนัก

 

“บุตรชายของเราเอ๋ย  อย่าละเลยต่อการตีสอนขององค์พระผู้เป็นเจ้า  หรือหมดแรง (ในจิตใจ) ในเมื่อพระองค์ทรงตีสอนท่าน  เพราะองค์พระผู้เป็นเจ้าทรงตีสอนผู้ที่พระองค์ทรงรัก  และเมื่อพระองค์ทรงรับผู้ใดเป็นบุตร  พระองค์ก็ทรงเฆี่ยนผู้นั้น” (ฮีบรู 12:5ข,6)

 

ถึงแม้พระเจ้าจะไม่ทอดทิ้งบุตรของพระองค์  พระองค์ยังตีสอนเขาอย่างหนัก  ขอยกตัวอย่างเช่น  ถ้าหากมีลูกจ้างคนหนึ่งกระทำความผิดใหญ่โต  นายจ้างก็มีทางเลือก 2 ทาง  เขาอาจจะไล่คนนั้นออก  หรือไม่ก็จัดการกับเขาด้วยการตีสอน  ถ้าเจ้านายตัดสินที่จะไล่เขาออก  ก็ไม่จำเป็นที่จะตีสอนเขาแล้ว  ทว่าถ้าเจ้านายได้ตีสอนเขา  แสดงว่าคนนั้นยังเป็นลูกจ้างต่อไป  การที่พระเจ้าทรงตีสอนเรานั้น  เล็งถึงว่าเรายังอยู่ในครอบครัวของพระองค์

 

ถูกประทับตราด้วยพระวิญญาณบริสุทธิ์

 

“อย่าทำให้พระวิญญาณบริสุทธิ์ของพระเจ้าเสียพระทัย  เพราะโดยพระวิญญาณนั้นท่านได้ถูกประทับตราหมายท่านไว้  เพื่อวันที่จะทรงไถ่ให้รอด” (เอเฟซัส 4:30)

 

สมัยนี้เอกสารสำคัญมักจะต้องรับการประทับตราหรือการลงชื่อรับรอง ซึ่งแสดงถึงการได้รับอนุญาต หรือการอนุมัติจากผู้มีสิทธิอำนาจ  ในสมัยโรมชาวโรมจะใช้แหวนที่มีเครื่องหมายของเขาพิมพ์ไว้บนนั้นประทับขี้ผึ้ง  เพื่อเป็นการรับรองเอกสารนั้น  เมื่อมีกษัตริย์ประทับตราที่คำประกาศ  คำประกาศนั้นกลายเป็นคำบัญชา  หรือถ้ามีผู้หนึ่งรับรองคำสัญญาด้วยการประทับตรา  นั่นเป็นการรับรองจากเขาว่าเขาจะสัตย์ซื่อและทำตามคำสัญญา  การประทับตราที่หีบศพ  ของสะสม  และขุมทรัพย์เป็นวิธีการแสดงความเป็นเจ้าของ  การประทับตรา เป็นสิ่งที่รับรองสนธิสัญญาและการตกลงระหว่างชาติ

พระเจ้าพระวิญญาณบริสุทธิ์ทรงรับรองว่าคุณจะร่วมในการถูกรับขึ้นไปของคริสตจักร อนึ่ง  พระองค์ได้ทรงประทับตราของพระองค์ไว้ที่จิตใจของคุณ  ซึ่งแสดงว่าจิตใจไม่ได้เป็นของคุณ แต่เป็นของพระเจ้าแล้ว แม้คุณอยากจะเอาจิตใจคุณคืนให้ซาตาน  คุณจะทำไม่ได้

การผิดพลาดของมนุษย์ไม่ได้ยกเลิกความสัตย์ซื่อและคุณธรรมอันสมบูรณ์แบบของพระเจ้า  ความอ่อนแอของมนุษย์ก็ไม่ได้ยกเลิกความเข้มแข็งของพระองค์  การที่ผู้เชื่อจะขาดความมั่นคงไม่ได้หมายความว่าพระเจ้าจะขาดความมั่นคงเช่นเดียวกัน  การพลาดที่จะทำพระประสงค์ของพระองค์ไห้สำเร็จในชีวิต  ไม่ได้หมายความว่าพระองค์จะทรงยกเลิกความรอดของเรา  แต่ผู้เชื่อที่ยังคิดว่าการกระทำผิดบาปบางอย่างจะยกเลิกความรอด  คงประทับใจมากกับการทำพลาดของมนุษย์  ยิ่งกว่าพระประสงค์อันทรงพระคุณของพระเจ้า    เขาจะประมาณความสามารถของเขาเกินความจริง  และประมาณพระคุณของพระเจ้าน้อยกว่าความจริง   

bottom of page